แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

รูปร่างสวยด้วย...โยคะ


โยคะเป็นการดูแลสุขภาพและรักษา
โรคภัยไข้เจ็บ ทั้งยังเป็นการบริหาร
ร่างกายทำให้อวัยวะทุกสัดส่วนกระชับ
สวยงาม และสมดุลผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล
ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย Health & Cuisine
ชวนคุณมาเรียนรู้การดูแลรูปร่างด้วยการฝึกโยคะ
เป็นประจำกับ คุณเบญจามณี คำเมือง(ครูมด)
ผู้มีประสบการณ์ด้านการฝึกโยคะมากว่า 10ปี
และเจ้าของผลงานหนังสือ รูปร่างสวยด้วย...โยคะภายใน 30 วัน

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552

ลีลาศเพื่อความสนุก...สุขภาพดี



มาเต้นเพื่อความสนุกสนานและการออกกำลังกาย
ที่ได้ผลทั้งสุขภาพกายทำให้แข็งแรงช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิต
ให้สดชื่นร่าเริง ผ่อนคลายความเครียด กับจังหวะวอลทซ์และ
ช่าช่าช่าโดย คณาจารย์จากบุญเลิศลีลาศ

คอร์สสุขภาพชีวจิต "ทำไม ? ต้องรอให้ป่วย"



ขอต้อนรับปีใหม่ มอบสิ่งดีๆ ให้ตัวคุณเอง
ด้วยการปฎิบัติตามแนวชีวจิต กับ อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง
ผู้นำต้นตำรับชีวจิตคนแรก พร้อมฝึกปฎิบัติ รำกระบอง
นวดกดจุดฝึกสมาธิ และล้างพิษด้วยการทำ Detox อบซาวน่า

Workshop Home Healt Massage




การนวดถือเป็นการดูแลสุขภาพที่เก่าแก่
และเรียบง่าย Health & Cuisine
ชวนคุณมาเรียนรู้ศาสตร์ของการนวด อาทิ
นวดลดเครียด ลดอาการปวดศีรษะ
การปวดไมเกรน นวดท้อง นวดกดจุดใบหน้า
นวดหน้าให้ผิวสวยหน้าใส ฯลฯ
รวมทั้งการผสมน้ำมันหอมระเหยให้เหมาะกับ
การนวด กับ คุณสุวรรณา รัตนเสถียร
วิทยากรศึกษาด้านอโรมาเทอราปีและ
การนวดจาก Joanna Hoare Instituteof
Aromatherapy ประเทศอังกฤษ

How to look good ….กับแพรว



ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการมีบุคลิกที่ดีและสร้างความประทับใจ
ให้แก่ผู้ที่พบเห็นทั้งภายในและภายนอกตั้งแต่รูปลักษณ์ทางกาย
กิริยามารยาท การแสดงออก การเข้าสังคม การวางตัวการควบคุมอารมณ์
มารยาทบนโต๊ะอาหาร การสื่อสารหลักสูตรนี้จะทำให้ผู้บริหาร
แอร์โฮสเตส พิธีกรพริ้ตตี้ ประชาสัมพันธ์ หรืองานสังคมีบุคลิกภาพที่ดี
และสร้างความสำเร็จในชีวิตการทำงานจากวิทยากรมืออาชีพ
คุณเอกมล อรรถกมล บรรณาธิการแฟชั่นนิตยสารแพรว คุณภัทรียา ณ นคร
วิทยากรมือหนึ่งด้านบุคลิกภาพ คุณชนินทร์ ต่วนชะเอม เจ้าของและ
วิทยากรประจำสถาบันสอนบุคลิกภาพแถมท้ายด้วยสาธิตการแต่งหน้าใ
ห้เข้ากับสไตล์บุคลิกแต่ละบุคคลจาก Make up STORE

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2552

25 Healthy Tips อย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆ (แต่ร้าย)

25 Healthy Tips อย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆ (แต่ร้าย)



















1. การดื่มน้ำ
ปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็วอาจ ก่อให้เกิดสภาวะน้ำเป็นพิษเนื่องจาก เลือดเจือจาง ร่างกายจึงขับโปแตสเซียมออกจากเซลล์เพื่อปรับสมดุลระหว่างน้ำใน เซลล์และนอกเซลล์ ผลที่ตามมาคือเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง หากเกิดอาการเกร็ง ที่สมอง หัวใจ หรือปอด จะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ แต่ไม่ต้องกังวล จนเกินไปเพราะหากดื่มน้ำทีละเล็กทีละน้อย แม้ดื่มมากกว่าปกติก็ไม่เป็นอันตราย เพราะไตจะขับออกมาเป็นปัสสาวะ และถ้าเมื่อไรมีอาการจุกนั่นแสดงว่าดื่มน้ำมากไป ควรหยุดได้แล้ว

2. การปล่อยให้ตนเองหิวอาจนำไปสู่โรคร้าย
เพราะ ความหิวกระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งหากเกิด ขึ้นเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวานได้ ลองควบคุม ความหิวด้วยการแบ่งมื้ออาหารจากวันละ 3 มื้อเป็นมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อต่อวัน

3. ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวด หลังเพราะคาเฟอีนลดการหลั่งสารเอนโดรฟีน ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นและมีฤทธิ์ลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ

4. วิธีง่ายๆในการดูแลสุขภาพคือหลังจากตื่นนอนทุกเช้า
จะดื่มน้ำส้มสายชูที่หมักจากผลแอ๊ปเปิ้ล ผสมกับน้ำผึ้งอย่างละ 1:1 ใส่น้ำอุ่นคนให้เข้ากันแล้วค่อยเติมน้ำแข็งลงไปเพื่อให้ทานง่ายและมีรสชาติ ดี ขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะไปช่วยการดูดซึมของระบบลำไส้ และการเผาผลาญของร่างกาย แต่โรค บางโรคอาจเกิดจากสุขภาพจิตที่อ่อนแอ ในหนึ่งอาทิตย์จึงควรจะมีวันพักผ่อนอย่าง จริงจังหรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น เล่นโยคะ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและลดมล ภาวะทางจิตใจไปพร้อมๆกัน

5. การนอนดึก
คืนวันศุกร์-เสาร์แล้วตื่นสายในวันเสาร์-อาทิตย์ทำให้นาฬิกาชีวภาพของ ร่างกายตั้งเวลาตื่นใหม่ เมื่อถึงวันจันทร์จึงมีอาการอิดเอื้อนไม่อยากตื่น ทั้ง ยังทำให้ขาดสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสืออีกด้วย

6. แสงแดดยามเช้า
ไม่ได้ช่วยให้กระดูกแข็งแรงเท่านั้น แต่การออกกำลังกายกลางแดดใน ช่วง เวลาดังกล่าวยังช่วยให้ร่างกายผลิตสารเอนโดรฟีน ซึ่งเป็นสารต่อต้านอาการซึม เศร้าตามธรรมชาติอีกด้วย

7. ความเครียดเป็นตัวการทำลายผิวที่ร้ายแรงที่สุด
ฉะนั้นเราต้องปรับความคิดใหม่ และใช้ร่างกายเราอย่างทะนุถนอมตั้งแต่ ศีรษะจรดปลายเท้า ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม หาเวลาออกกำลังกายบ้าง และรับ ประทานอาหารดีๆ

8. แอ๊ปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวี มีประโยชน์
แต่ถ้าคุณรับประทานยาปฏิชีวนะอยู่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้เหล่านี้เพราะบูด ง่ายในลำไส้ อาจเกิดการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

9. การไอเรื้อรัง
อาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะที่แพทย์สั่งเพื่อรักษาอาการ หวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ให้ใช้วิธีที่สุดแสนธรรมดาแต่ได้ผลมากกว่าคือ ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ อมยาอมให้ลำคอชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพ แค่นี้ก็หายแล้ว

10. การที่เราคิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี
แถมอายุยังน้อย ทำให้เราชะล่าใจในการดูแลรักษาสุขภาพ เวลาเกิดอะไรผิด ปกติขึ้นกับร่างกายจะคิดว่าช่างมัน เดี๋ยวคงหายเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง

11. เมื่อมีอาการเท้าและข้อเท้าบวม
ให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาที แล้วขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้าง หลัง เพื่อช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงที่ขนทำจากวัสดุ ธรรมชาติ แปรงผิวหนังเบาๆ เริ่มบริเวณฝ่าเท้าซึ่งเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่ว ร่างกาย แล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือ ทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) จากนั้นอาบน้ำ อุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

12. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
และรับประทานไข่มากกว่าอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

13. ผู้ที่รับประทานไข่เป็นเวลา 8 อาทิตย์
ลดน้ำหนักได้มากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถึง 65 เปอร์เซ็นต์ และรอบเอว ลดลงเกือบสองเท่า เพราะผู้ที่รับประทานไข่รู้สึกอิ่มกว่าการรับประทานขนมปัง ทำ ให้รับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็นน้อยลง

14. การรับประทานอาหารไปดูหนังไป
ทำให้รับประทานอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าจะกินอิ่มมาแล้วหรือรส ชาติของอาหารไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม นอกจากนี้ไฟสลัวๆ ทำให้ผู้ที่รับประทานอาหาร ไม่ค่อยระวังตัว เพลิดเพลินเจริญอาหารไปเรื่อย

15. เสียงเพลง
มีอิทธิพลต่ออารมณ์ของคนเรายิ่งดนตรีมีจังหวะเร็วเท่าไรก็ยิ่งกระตุ้น ให้รับประทานอาหารมากขึ้นเท่านั้น

16. การดื่มน้ำ(เปล่า)เย็น
50 ออนซ์ (8 ออนซ์= 1 ถ้วย) จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี เท่ากับช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 5 ปอนด์หรือ 2.5 กิโลกรัม เพราะการดื่ม น้ำเปล่าไม่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงาน แต่ต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญน้ำ ยิ่งไป กว่านั้นน้ำเย็นทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมากขึ้นอีก

17. การออกกำลังกาย
ด้วยการยกน้ำหนักและพิลาทิส ควบคู่กันไปจะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของปอด และหัวใจ รวมถึงความแข็งแรงและยืดหยุ่นของโครงสร้าง และการรับประทานอาหารมื้อ ย่อยๆ 5 มื้อต่อวัน โดยมื้อกลางวันจะเน้นอาหารประเภทโปรเท้าเพียง 1 มื้อ นอก นั้นเน้นผักและผลไม้ จะทำให้มีพลังงานที่พอเหมาะในการใช้งาน และไม่ทิ้งไขมัน ส่วนเกินสะสม

18. ผู้ชายที่รับประทานมะเขือเทศ
ซึ่งมีไลโคปีนสูงอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้นเสี่ยงเป็น มะเร็งต่อมลูกหมากน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ วิธีง่ายๆ ให้นำมะเขือเทศไปปั่นให้ ละเอียดเติมน้ำมันมะกอกและนำไปปรุงสุก ความร้อนจะช่วยให้มะเขือเทศปล่อยสารไลโค ปีนออกมามากขึ้น

19. รับประทานแอ๊ปเปิ้ลหนึ่งชิ้นหลังอาหาร
ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการลดแบคทีเรียในช่องปาก และช่วยให้เหงือกแข็งแรง การรับประทานสับปะรดและมะละกอคือก่อนอาหารประมาณ 2-3 ชิ้น ดีต่อกระเพาะอาหารเพราะมีเอนไซน์ซึ่งช่วยย่อย จึงเท่ากับช่วยให้กระเพาะ ย่อยอาหารมื้อหลักที่ตามลงมาได้ง่ายขึ้น

20. หากไม่อยากมีกรดในกระเพาะมากเกินไป
ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่นมะนาว ส้ม ส้มโอ เก รฟฟรุ๊ต หรือน้ำมะเขือเทศสดปั่น หรือทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำเข้าไป

21. สำหรับหนุ่มเจ้าสำราญ
ที่ชอบปาร์ตี้หามรุ่งหามค่ำ ก็สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ด้วยการนอนหลับ ให้นานหน่อย อีกวิธีหนึ่งในการดูแลตัวเองคือมีแฟนเด็ก จะได้มีแรงกระตุ้นให้เรา ทำตัวเด็กตาม ต้องดูดีตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอบายมุข การเที่ยวกลางคืนก็เป็นอัน ต้องงด

22. การเล่นเกมคอมพิวเตอร์
โดยเฉพาะเกมที่ต้องใช้สมาธิ ช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่าง มีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคอัลเซเมอร์ได้ เกมอื่นๆ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ หรือ เลือกเรียนดนตรี ก็ช่วยได้เช่นกัน

23. การใช้พลาสติกใส่อาหารหรือปิดอาหาร
รวมถึงใส่จานชามพลาสติกในไมโครเวฟ เพราะความร้อนจะทำให้พลาสติกปน เปื้อนในอาหาร เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม

24. ก่อนตั้งครรภ์
ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน
1.ดูแลเรื่องอาหารการกิน เน้นโฟ เลต แคลเซียม วิตามินต่างๆ ป้องกันอาการแพ้ท้องหรืออยากอาหารประหลาดๆ
2.ระวัง เรื่องการรับประทานยาทุกชนิด อ่านฉลากให้ดี เพราะอาจทำร้ายลูกโดยไม่เจตนา
3.ทำ ใจให้สบาย คิดในแง่บวก
4. ออกกำลังกายที่เหมาะสม

25. ถ้ามื้อนั้นรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก
ไม่ควรรับประทานผลไม้อีก เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ทำ ให้ผลไม้ที่ย่อยเสร็จไปเรียบร้อยแล้วถูกกักอยู่ในกระเพาะ เกิดกรดในกระเพาะอาหาร ได้

บทความจาก http://heyhaparty.blogspot.com

นอนไม่หลับ

นอนไม่หลับ
นอนไม่หลับเเละการปฏิบัติตัว

- พยายามเข้านอน และตื่นนอนให้ตรงเวลาเดิมไว้ให้เป็นนิสัยประจำตัว จะทำให้การนอนเป็นเรื่องอัตโนมัติของร่างกาย

- จัดห้องนอนให้เหมาะสม ไม่หนาวหรือร้อนเกินไป ไม่มีเสียงรบกวน ไม่มีแสงสว่างมากเกินไป

- ใส่เสื้อผ้าหลวมๆสบายๆ ชำระร่างกายให้สะอาด ไม่เหนอะหนะ สวดมนต์ไหว้พระ ก่อนนอน

-
ไม่ปล่อยให้หิวหรืออิ่มเกินไป ก่อนนอนควรดื่มน้ำ/นมอุ่นๆเล็กน้อย

- ก่อนเข้านอนไม่ควรถกเถียงปัญหาหนักๆ หรือมีเหตุต้องเครียด ควรอ่านหนังสือเบาๆ หรือดูทีวีรายการเบาๆ ที่ไม่ใช่เรื่องตื่นเต้น จะทำให้

ก่อนเข้านอนปราศจากความวิตกกังวล

- เข้านอนเมื่อรู้สึกง่วง ถ้านอนไม่หลับ ให้ลุกขึ้นทำกิจกรรมเบาๆที่ชอบจนรู้สึกง่วง

- งดเครื่องดื่ม ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลมช่วงกลางวันเป็นต้นไป เพราะจะทำให้เป็นอุปสรรคในการนอนได้

- ละเว้นการงีบหรือนอนกลางวัน หรือนอนชดเชยในเวลากลางวัน จะทำให้ นอนกลางคืนไม่หลับได้

- ออกกำลังกายสม่ำเสมอที่เหมาะสมกับวัยจะช่วยการนอนหลับดีขึ้นได้ทันที

- การทานยานอนหลับเป็นโทษมากกว่า ควรใช้เมื่อแพทย์แนะนำ

ฝึกหายใจ

ฝึกหายใจ
















คุณ รู้วิธีหายใจอยู่แล้วใช่ไหม? ก็คุณหายใจอยู่ทุกวันทุกเวลาโดยไม่ต้องคิดด้วยซึ้ แต่ก็เป็นไปไได้ว่าวิธีการหายใจของคุณไม่ได้เสริมสุขภาพอย่างที่คุณคิดหรอก คนส่วนใหญ่หายใจตื้นเกินไป เร็วเกินไป ปอดกับหัวใจจะชอบมากถ้าหากคนเราหายใจยาวขึ้น ลึกขึ้น และช้าลง ข้อนี้จริงสำหรับสุขภาพโดยทั่วไป และก็จริงสำหรับจัดการความเครียดด้วย การหายใจลึกๆ ช่วยปัดเป่าปฏิกิริยาเตรียมรับมือทางกายที่หลายคนพบเจอเวลารู้สึกเครียด มันส่งสัญญาณให้สมองผ่อนลง เป็นผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต้านฮอร์โมนและด้านสรีระ ทำให้หัวในเต้นช้าลง และความดันโลหิตลดลง

คุณ อาจนึกไม่ถึงว่ามีตำราเล่มใหญ่ๆมากมายหลายเล่มได้เขียนวิธีการหายใจให้ถูก ต้องสำคัญสำหรับทุกคน นับตั้งแต่นักกีฬา คนที่เป็นโรคหอบหืด ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญเรื่องโยคะ แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆก็มีแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้นที่เราต้องนึกถึง

· โดยทั่วไป ให้หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆทางจมูก การหายในเข้าที่ดีครั้งหน้าต้องใช้เวลาราว 5 วินาที

· โดยทั่วไป ให้หายใจออกช้าๆ ทางปาก ผ่อนลมหายใจออกจากปอดให้หมด การหายใจที่ดีเน้นตอนหายใจออกมากกว่าหายใจเข้า

· สังเกต กะบังลมด้วยเพื้อให้หายใจได้ดี กะบังลมคือ แผ่นกล้ามเนื้อที่อยู่ตามแนวด้านบนของช่องท้อง ทำหน้าที่ดึงปอดลงเพื่อรับอากาศเข้ามา จากนั้นดันปอดขึ้นเพื่อไล่คาร์บอนไดออกไซด์ออกไป วิธีการหายใจเข้าที่ดีนั้น ปอดควรพองขึ้น กะบังลมยุบลง และวิธีการหายในออกที่ดีกับังลมจะยกตัวขึ้น ถ้าคุณไม่รู้สึกว่ากล้ามเนื้อส่วนนั้นเคลื่อนไหวอย่างนี้ ควรหายใจลึกกว่าเดิมอีก

· ฝึกตัวเองให้หายใจลึกๆเพียง 6-8 ครั้งต่อนาที คนส่วนใหญ่หายในนาทีละกว่า 20 ครั้ง

เคล็ดลับการกินอาหารเพื่อสุขภาพ

เคล็ดลับการกินอาหารเพื่อสุขภาพ



















  • กินอาหารเช้า

การกินอาหารเช้านั้นจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราการเลี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยในการเผาผลาญพลังงานดีขึ้น เพราะฉะนั้นแล้วใครที่ไม่นิยมกินอาหารเช้าคงต้องหันมากินกันแล้วล่ะ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง

  • เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร

ลองเปลี่ยนไปใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันดอกทานตะวันปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบ เดิมๆที่เคยใช้ เพราะน้ำมันทั้งสองชนิดนี้ไม่มีไขมันในเส้นเลือด

  • ดื่มน้ำให้มากขึ้น

คนเราควรดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว เพื่อเป็นการหล่อเลี้ยงเซลล์ร่างกาย ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น

  • เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก

คุณอาจกินปลาตัวเล็ก เต้าหู้ หรือผักใบเขียว เพราะอาหารประเภทเหล่านี้มีแคลเซียมสูง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก

  • เลิกเสียทีขนมขบเคี้ยว ของจุกจิก

เพราะขนมเหล่านี้มีไขมันและน้ำตาลสูง ซึ่งจะไปทำลายสุขภาพของคุณ ถ้าอยากกินขนมขบเคี้ยวละก็ หันมากินผลไม้แทนจะดีกว่า เพราะมีวิตามินและไฟเบอร์ซึ่งมีประโยชน์มากกว่า

  • กินธัญพืชและข้าวกล้องกันเถิด

เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ข้าวกล้อง รวมทั้งเมล็ดธัญพืชต่างๆ ที่คุณๆ มักคิดว่าเป็นอาหรนก ลองเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะอาหารที่ว่านั้นสามารถลดคอเลสเทอรอลและควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุลได้

  • เปลี่ยนชนิดของผักผลไม้ซะบ้าง

พยายามกินผักผลไม้ต่างๆให้หลากสี อย่ายึดติดกับการกินเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะพืชต่างสีกันสารอาหารก็จะต่างชนิดกัน

  • หันมารักปลากันดีกว่า

คือหันมากินปลากัน เพราะในเนื้อปลาจะมีกรดไขมันโอเมก้า3 และโปรตีนที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และยังช่วยบำรุงเซลล์สมองที่สำคัญยังมีไขมันน้อยอีกด้วย

  • กินถั่วเป็นประจำ

ในถั่วมีวิตามันและแร่ธาตุที่สำคัญๆ อยู่หลายชนิด ดังนั้นเราควรที่จะกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง

ถ้าปฎิบัติตามที่กล่าวมา รับรองว่าคุณจะมีสุขภาพที่ดีแน่ๆ

ขอขอบคุณ นิตยสารชีวจิต

ความสำคัญของการนอนหลับ

ความสำคัญของการนอนหลับ



















การ นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะระหว่างที่เรานอนหลับ ทุกระบบในร่างกายได้พักตามไปด้วย การเต้นของหัวใจช้าลง การหายใจช้าลงและสม่ำเสมอ มีการหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียดลดลง มีการหลั่งฮอร์โมนออกมาเพื่อช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หากนอนไม่พอ ร่างกายจะรู้สึกอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ คิดไม่ออก การตัดสินใจเรื่องราวต่างๆช้าลง นอกจากนี้ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียดหลั่งมากทำให้เพื่อความเสียงต่อโรค หัวใจ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมองและโรคอ้วน เคยมีการศึกษาพบว่า การนอนที่เพียงพอทำให้คุณรับประทานอาหารลดลง ลดความอยากรับประทานลง การนอนหลับเพิ่มขึ้นอีก 3 ชั่วโมง ทำให้คุณลดการบริโภคอาหารลงเกือบ 300 กิโลแคลอรี ! ต่อไปนี้มาดูซิว่ามีเคล็ดลับอะไรช่วยในการนอนบ้าง

1.ควรงดชา กาแฟ เครื่องดื่มคาเฟอีนต่างๆ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เนื่องจากเครื่องดื่มเหล่านี้กระตุ้นสมองและทำให้ปัสสาวะบ่อย จนรบกวนการนอนได้

2.ควรรับประทานอาหารให้อิ่มปานกลาง ไม่อิ่มมากจนแน่นท้อง ทำให้นอนยาก การรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตสูงเช่นข้าวก็ช่วยในการนอนเช่นกัน

3.การรับประทานนมก่อนนอนจะช่วยในการนอนหลับ เพราะกรดอะมิโนทริปโตฟานทำให้คุณง่วงนอน

4.ควรมีเวลาสบายๆ 1 ชั่วโมง ก่อนนอน ไม่ทำงานบ้าน งานที่ค้างจากที่ทำงาน เพื่อไม่ให้สมองพะวงกับการคิดเรื่องงานจนนอนไม่หลับ และไม่ควรดูทีวีทีมีเรื่องตื่นเต้น เพราะคุณอาจตื่นตัวจนนอนไม่หลับ

5.ห้อง นอนที่เงียบสงบ ไม่มีแสงเสียงรบกวนก็ช่วยให้นอนหลับได้ดีและหลับสนิท การมีทีนอนที่ดีและหมอนที่ความสูงเหมาะสมก็จะทำให้คุณหลับสบาย ไม่ปวดหลังและต้นคอ
|
6.ปรับลดอุณหภูมิ 1-2 องศาก่อนนอน ทำให้ร่างกายรับรู้ว่าถึงเวลานอน และการสวมถุงเท้าให้เท้าและขาอุ่นก็ช่วยให้หลับง่ายขึ้นเช่นกัน

7.การออกกำลังกายทำให้หลับสนิทขึ้น แต่ควรจะทำกลางวันหรือก่อนหน้าที่จะเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

8.การ มีเพศสัมพันธ์ก่อนนอน ทำให้หลับได้ดี แต่ถ้าคู่ของคุณเป็นโรคนอนกรน ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้คุณหลับยากและหลับไม่สนิท แนะนำให้นอนตะแคงค่ะเพื่อลดการกรน และควรพาเขาหรือเธอไปปรึกษาแพทย์ จะช่วยให้ทั้งคุณและคู่ของคุณมีคุณภาพชีวิตในการนอนดีขึ้น

24 เคล็ดลับปกป้องนัยต์ตาให้ดีตลอดไป

24 เคล็ดลับปกป้องนัยต์ตาให้ดีตลอดไป



















ดวง ตาคือสมบัติล้ำค่าที่สุดอย่างหนึ่ง แต่พวกเราส่วนใหญ่กลับละเลย ไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ลองนึกดูว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรหากคุณไม่สามารถมองเห็นลูกหลานหรือสวนดอกไม้ ได้ หรือแม้แต่จะเดินไปรอบๆครัวโดยไม่เกิดอุบัติเหตุ โรค ที่มักพบได้บ่อยที่สุดอย่างเช่น โรคศูนย์กลางประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ ต้อกระจก ต้อหิน และโรคตาแห้ง ทั้งหมดนี้สามารถ ป้องกันได้ในระดับหนึ่ง แต่ขั้นแรกสุด หากคุณสูบบุหรี่ ต้องหยุดสูบก่อน เพราะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจก ต้อหิน ตาแห้ง และศูนย์กลางประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ

· ผสมบลูเบอร์รี่กับโยเกิร์ตอย่างละถ้วยเป็นอาหารเช้า เพราะเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

· ทำขนมปังทาแยมบูลเบอร์รี่เป็นมื้อเช้า ซึ่ง เบอร์รี่ชนิดนี้มีสารประกอบที่เรียกว่าแอนโธไซยาโนไซด์ ซึ่งอาจช่วยป้องกันไม่ให้คุณต้องประสบกับภาวะศูนย์กลางประสาทตาเสื่อมในผู้ สูงอายุได้

· กินผักโขมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่ง พบว่ามีสารลูเทอิน ช่วยป้องกันไม่ให้คุณต้องประสบกับภาวะศูนย์กลางประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ ได้ รวมถึงโรคต้อกระจกด้วย หากเป็นไปได้ควรบริโภคสารลูเทอินควบคู่กับไขมันบางชนิด เช่น น้ำมันมะกอก เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด

· ใช้หอมหัวใหญ่สีแดงปรุงอาหารเท่านั้น เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระเคอร์ซิทิน ที่เชื่อว่าป้องกันโรคต้อหิน

· ปรับ ช่องแอร์ในรถไม่ให้พ่นเข้านัยต์ตา เพราะเป็นสาเหตุทำให้ตาเราแห้งและเมื่อตาแห้งอาจทำให้กระจกตาอาจเป็นแผลถลอก จนอาจทำให้ตาบอดได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

· ปรับจอคอมพิวเตอร์ให้ต่ำลง วิธีนี้จำทำให้เปลือกตาคุณหรี่ลงเล็กน้อย ของเหลวในตาจึงระเหยน้อยลง ลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคตาแห้ง

· กินวิตามินรวมทุกวันจนติดเป็นนิสัย

· เดินอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง การออกกำลังกายจะช่วยลดความดันในลูกตา

· กินปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อให้ร่างกายได้รับโอเมก้า-3 อย่างเพียงพอ

· หนีห่างจากของขบเคี้ยวรสหวานหรือจำพวกไขมันสัปดาห์ละครั้ง

· กินมันเทศคืนนี้ เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามันเอ จึงช่วยปรับสายตาของคุณให้มองเห็นชัดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน

· หรี่เครื่องทำความร้อนลงหน่อย เพราะจะส่งผลให้นัยต์ตาแห้ง

· ใส่แว่นกันแดดออกนอกบ้าน เพราะจะช่วยป้องกันนัยต์ตาไม่ให้ถูกลมจนแห้ง

· สวมหมวกปีกกว้างกับแว่นกันแดด เพราะปีกหมวกช่วยกันรังสียูวีได้ราวร้อยละ 50 ลดส่วนที่อาจลอดเข้าตาจากด้านบนหรือด้านล้างของแว่นได้

· กิน ผักใบเขียวเป็นอาหารค่ำคืนนี้ เพราะอุดมไปด้วยสารลูเทอินและซีอาแซนธิน อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกและโรค ศูนย์กลางประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ และยังอาจซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอจากอาการทั้งสองได้บ้าง

· ย่างผักบีตสดเป็นเครื่องเคียงซึ่งมีสรรพคุณช่วยป้องกันสายตา ซึ่งมีสารแอนโธไซยานิน มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยปกป้องหลอดเลือดเล็กๆในร่างกาย รวมทั้งภายในดวงตาด้วย

· เลือก ใช้เกลือชนิด แคลอรี่ต่ำ หรือใช้เครื่องเทศและสมุนไพรแทน เพราะอาหารที่เค็มจัดหรือใช้เกลือมากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก บางชนิด

· หยดน้ำหอมมะลิ วานิลลา หรือเปปเปอร์มินต์ที่แขนเพื่อสูดดม กลิ่นหอมทั้ง3 ชนิดนี้ช่วยกระตุ้นระบบลิมบิกในสมอง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเซลล์รูปแท่งในจอตา ทำให้คุณมองเห็นภาพในแสงสลัวได้ชัดขึ้น

· ขณะ ทำงานหรือ่านหนังสือตั้งนาฬิกาปลุกทุก 30 นาที เพื่อถอนสายตาแล้วมองไปยังที่ไกลๆสัก 30 วินาที จะช่วยป้องกันไมให้สายตาล้าหรือเพลีย

· ตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำทุกเดือน

· เปลี่ยนมาสคาร่าทุกๆ 3 เดือนและเปลี่ยนเครื่องสำอางที่เกี่ยวกับตาชนิดอื่นๆปีละครั้ง เพราะอาจมีเชื้อโรคและสามารถแพร่สู่ดวงตาคุณได้

· ใช้น้ำยาล้างเครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตาทุกคืนก่อนนอน ป้องกันเศษมาสคาร่าปลิวเข้าตาแล้วอาจขีดข่วนกระจกตาได้

· ใส่แว่นกันลมเมื่อทำงานช่างไม้หรืองานในสวน และควรใส่แว่นกันน้ำเมื่อว่ายน้ำ เพื่อป้องกันนัยต์ตาจากสารคลอรีนในสระว่ายน้ำ

· ใช้ ผ้าเช็ดตัวใหม่ทุกครั้งที่เช็ดหน้า การใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่นอาจทำให้เป็นโรคเยื่อตาอักเสบ หรือที่รู้จักกันดีว่า โรคตาแดงได้ง่าย

20 วิธีพิชิตโรคภูมิแพ้

20 วิธีพิชิตโรคภูมิแพ้












หาก อาการน้ำมูกไหล จมูกฟึดฟัด จาม และคันจากโรคภูมิแพ้เป็นหนักทำให้คุณต้องชื้อกระดาษทิชชูมาตุนไว้เต็มบ้าน เพื่อรับมือกับอาการเหล่านี้คุณน่าจะหันมาปรับเปลี่ยนร่างกายให้ทำสงครามตอบ โต้การโจมตีจากโรคภูมิแพ้ที่ทำเอาคุณย่ำแย่มานานปีเสียที จะได้จบสิ้นอาการที่น่ารำคาญลงได้ ภาวะภูมิแพ้อาจไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน 20 วิธีต่อไปนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ใช้ป้องกันตัวเองจากโรคนี้

1. เลือกกินเนื้อไก่แทนเนื้อวัว ผล งานวิจัยโครงการ 2 ปี ที่ศึกษาผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหวัดแพ้อากาศ 334 ราย และผู้ที่ปกติดี 1,336 ราย พบว่าผู้ที่ได้รับกรดไขมันแปรรูปทรานส์โอเลอิก (รูปแบบหนึ่งของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว) ในอาหารโดยเฉพาะเนื้อวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวปริมาณสูงสุด มีแนวโน้มเป็นโรคหวัดแพ้อากาศมากเป็น 3 เท่าของผู้ที่ได้รับกรดไขมันดังกล่าวในปริมาณต่ำสุด โชคยังดีที่น้ำมันมะกอกแม้จะมีกรดโอเลอิกอยู่มากแต่ก็ไม่ได้อยู่ในรูปของ ไขมันแปรรูปหรือ ไขมันทรานส์

2. กินน้ำมันปลาหนึ่งเม็ดเป็นอาหารเสริมทุกเช้าหลังแปรงฟัน การ ศึกษาผู้ที่เป็นโรคหอบหืดชนิดเกิดจากภูมิแพ้ พบว่าผู้ที่กินน้ำมันปลาเป็นประจำทุกวันนาน 1 เดือนจะมีระดับลูไคไทรอีนส์ซึ่งเป็นสารเคมีที่ก่อเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ลดลง

3. เปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะ ไม่เพียงช่วยขจัดความชื้อซึ่งอาจก่อเชื้อรา แต่ยังกรองสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้ามาในบ้าน หมั่นทำความสะอาดหรือเปลี่ยนที่กรองบ่อยๆ มิฉะนั้นอาจกลับทำให้แย่ลงได้

4. กินกีวี1 ผลทุกเช้า วิตามิน ซีในผลกีวีเป็นสรต้านฮิสตามีนตามธรรมชาติ การศึกษาบางชิ้นพบว่าการมีระดับวิตามินซีต่ำมักทำให้เกิดภูมิแพ้ จึงควรกินวิตามันซีเสริมทันทีเมื่อมีอาการกำเริบ เราอาจเลือกผลไม้อื่นที่มีวิตามินซีสูงเช่น มะขามป้อม

5. ทำความสะอาดเครื่องเรือนและพรมด้วยเครื่องดูดฝุ่นไอน้ำ เติมสารละลายไดโซเดียมออกตาบอเรตเตตร้าไฮเดรต หรือ ดีโอที ซึ่งได้จากธาตุโบรอนลงในน้ำด้วย วารสารAllergy ฉบับปี 2547 ตีพิมพ์ผลการศึกษาหนึ่งว่า สารดีโอทีช่วยลดปริมาณตัวไรฝุ่นและลดสารภูมิแพ้จากไรฝุ่นลงในระดับที่ปลอด ปฏิกิริยาต่อร่างกายได้นาน 6 เดือน

6. กินเคอร์ซิทินขนาด 250 มก. วันละ 3 เม็ด สาร เสริมที่สกัดจากธรรมชาติชนิดนี้นับเป็นฟลาโวนอยด์ หรือสารจากพืชที่มีสรรพคุณต้านการอักเสบ เป็นยาแก้โรคภูมิแพ้จากสารธรรมชาติที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย

7. หมั่นทำความสะอาดรางน้ำไม่ให้อุดตัน เพราะจะเป็นที่เติบโตของเชื้อราซึ่งเป็นตัวทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบหนักขึ้น

8. เปิดพัดลมดูดอากาศขณะอาบน้ำหรือเปิดหน้าต่างให้มีอากาศถ่ายเทอยู่เสมอ หลังการอาบน้ำ หมั่นดูแลห้องน้ำให้แห้งเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อรามีโอกาศเจริญเติบโต

9. ใช้น้ำร้อนล้างม่านกันส่วนอาบน้ำ และนำออกซักด้วยน้ำยาฟอกขาวทุกเดือน รวมถึงถอดฝักบัวอาบน้ำออกทำความสะอาดทุก 2-3 เดือน

10. เปิดหน้าต่างรับแสงแดดในฤดูหนาว แสงแดดธรรมชาติช่วยขับไล่ความชื้น ทำให้อากาศแห้ง ไม่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อรา

11. ซักเครื่องนอนในน้ำร้อนทุกสัปดาห์ นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดไรฝุ่นตัวจิ๋วที่น่ารำคาญ ซึ่งพิสมัยเตียงนอนของคุณมากกว่าเจ้าของเตียงเสียอีก

12. ตามไปดูที่ปลายช่องระบายอากาศของเครื่องอบผ้า ให้ แน่ใจว่ามันยื่นออกไปนอกบ้าน ในกระบวนการอบผ้าหลังการซักทุกครั้งจะมีความชื้นราว 20 ปอนด์เล็ดลอดออกไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง ควรตามท่อไปดูว่าเชื้อราได้ก่อตัวอยู่ตรงบริเวณช่องระบายอากาศนั้นหรือไม่

13. ทำความสะอาดถาดรองน้ำใต้ตู้เย็นด้วยสารฟอกขาวแล้วโรยเกลือ การเติมเกลือลงไปช่วยลดอัตราการเจริญเติบโตของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ

14. รดน้ำไม้กระถางแต่พอประมาณ อย่าลืมโรยก้อนกรวดบนหน้าดินในกระถางทุกใบเพื่อป้องกันไม่ให้สปอร์เชื้อราลอยฟุ้งขึ้นไปในอากาศ

15. ใช้เวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์จัดเก็บบ้านให้สะอาด โละ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่คุณไม่เคยใช้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาทิ้งไป ย้ายอุปกรณ์กีฬาให้เข้าที่เข้าทาง ทำความสะอาดรองเท้าทุกคู่ เก็บใส่ถุงแขวนให้เป็นระเบียบ เมื่อทำเสร็จคุณจะมองเห็นพื้นตู้และฝาหลังตู้ได้อีกครั้ง ที่นี้ดูดฝุ่นทุกสิ่งทุกอย่างให้สะอาด ปริมาณฝุ่นในบ้านจะลดลงมากทีเดียว

16. ปิดประตูห้องนอนไม่ให้สุนัขและแมวเข้ามาได้ วิธีนี้ช่วยลดรังแคหรือสะเก็ดผิวหนังแมวและสุนัขที่หลายคนมีอาการแพ้ได้ดี

17. เลือกพรมเช็ดเท้าชนิดที่ทำจากสารสังเคราะห์ พรม เช็ดเท้าที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ(พวกเครื่องจักรสาน) อาจเปื่อยหรือผุจนกลายเป็นแหล่งอาหารของเห็บหมัด หรือเชื้อรา จนกระทั่งมันมาสถิตย์อยู่ในบ้าน จึงควรซักล้างพรมเช็ดเท้าทุกอาทิตย์ฃ

18. ทำความสะอาดเศษแมลวที่ค้างอยู่ที่ระเบียงหรือซุ้มประตูทางเข้าบ้าน เมื่อเศษแมลงย่อยสลาย มันจะกลายเป็นแหล่งสารก่อภูมิแพ้เลยทีเดียว

19. ทำชั้นวางรองเท้าไว้หน้าบ้าน และถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน เพื่อลดปริมาณฝุ่น เชื้อราและสารก่อภูมิแพ้อื่นๆที่อาจติดเข้ามา

20. อ่านฉลากให้ดี หลีกเลี่ยงอาหารที่ใส่สารเติมแต่งชนิดโมโนโซเดียมเบนโซเอต มีกรณีศึกษาของอิตาลีพบว่าสารชนิดนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการคล้ายอาการ ภูมิแพ้ เช่น น้ำมูกไหล จาม แน่นจมูก ในกลุ่มผู้ที่ได้ได้เป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน นอกจากนี้ยังมักพบสารกันบูดในน้ำส้มคั้น ใส้ขนมพาย อาหารดอง มะกอก และน้ำสลัดอีกด้วย

15 ข้อเตือนใจ"ไมเกรน"

15 ข้อเตือนใจ"ไมเกรน"












ถึงอย่างไร..เราทุกคนก็มีสิทธิ์จะเป็นเจ้าไมเกรนนี้ได้ เนื่องจากสภาวะในปัจจุบันที่เอื้อต่อโรคเครียดเหลือเกิน

ลองอ่าน 15 ข้อแนะนำต่อไปนี้ แล้วลองพิจารณาดูว่าคุณเข้าข่ายเป็นไมเกรนหรือแค่ปวดหัวธรรมดากันแน่


1. อย่าคิดว่าไมเกรนเป็นแค่อาการปวดหัวธรรมดา

คนที่เป็นไมเกรนจะปวดหัวรุนแรง และมักปวดหัวข้างเดียว ถ้าหากไม่ไดรับการรัษาโดยทันที คุณอาจจะต้องทรมานปวดหัวต่อไปอีกถึง 4 ชั่วโมง นานถึง 3 วันติดกัน นอกจากนี้อาจะมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ แพ้แสงในลักษณะเห็นแสงแบบดาวระยิบระยับ หรือมักได้กลิ่นแปลกๆที่ไม่เหมือนกับคนอื่น หากยังละเลยปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ไปพบแพทย์ แน่นอนว่าอาการของคุณก็จะแย่ลงเรื่อยๆ



2. อย่าเก่งด้วยการเป็นหมอรักษาตัวเอง

หลายคนพยายามที่จะรักษาอาการปวดหัวด้วยตัวเองซึ่งถือว่าผิดมหันต์ หากเข้าข่ายเป็นไมเกรน ยาพาราเซตามอน 2 เม็ดคงไม่พอ แต่การเพิ่มปริมาณยาให้มากขึ้น อาจะทำให้คุณติดยาในเวลาต่อมา เพราะบางคนอาจทานยาถึง 16 วันใน 1 เดือน หรือมากกว่า 180 วันใน 1 ปี ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เป็นไมเกรนจำนวนหนึ่งยังคงมีอาการปวดหัวอยู่ เนื่องจากทานยาแก้ปวดมากเกินไปนั่นเอง


3. อย่าทานยาแก้ปวดต่างชนิดในวันเดียวกัน

หากคุณปวดหัวแล้วไม่ได้ปรึกษาแพทย์ก็อย่าทานยาแก้ปวดหัวที่ต่างชนิดกันบ่อยๆ เพราะอาจจะทำให้มีอาการแย่ลงยิ่งกว่าเดิม ไม่เพียงแค่นั้นยังทำให้แพทย์สันนิษฐานไม่ได้ หากเกิดอาการแพ้ยาขึ้น นอกจากนี้อย่าทานยาตอนท้องว่างเพราะอาจทำให้กระเพาะเกิดการระคายเคือง ทางที่ดีแล้วควรทานอาหารรองท้องก่อนเล็กน้อย แล้วค่อยทานยาเพื่อให้การดูดซึมยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ



4. ไม่ควรทานยาช้าเกินไป

เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกปวดหัว ไม่ควรเพิกเฉย แต่ควรสังเกตอาการเริ่มแรกให้ดีเพื่อที่จะได้หายามาทานให้ทันท่วงที เพราะหากช้าเกินไป เพียงแค่เราสัมผัสผมก็อาจทำให้ปวดหัวได้

ถ้าถึงตอนนั้นยาตัวใดก็ไม่สามารถระงับอาการปวดได้ สัญญาณที่เตือนว่าคุณอาจจะเป็นไมเกรนคือ อารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย เฉื่อยชา โมโหง่าย อยากอาหารบางอย่างเช่น ของหวานๆและออกอาการหาวแต่ไม่ได้ง่วงนอน


5. หากปวดมากกว่า 3 ครั้งต่อเดือน ยาแก้ปวดก็ช่วยไม่ได้แล้ว

หากคุณมีอาการอย่างนี้บ่อยๆ การบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติบางทีก็น่าลองดู เช่น อาจจะจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำหรือขี่จักรยาน ถ้าไม่ถนัดกีฬาที่กล่าวมา ก็อาจจะเล่นกีฬาชนิดไหนก็ได้ที่คุณชอบ

เพียงแต่ขอให้เป็นการเคลื่อนไหวเบาๆ เพียงแค่วันละ 15 นาทีก็เพียงพอ แต่ถ้าแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว ลองเปลี่ยนวิธีเป็นเดินในห้างสรรพสินค้าดูก็ได้ค่ะ แต่ก็มีบางคนที่จะต้องทานยาทุกวัน ถึงแม้ว่าจะไม่ปวดหัวก็ตาม ตัวยาเหล่านี้แตกต่างจากยาแก้ปวดทั่วไปคือ ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวโดยทำให้ระบบทางเดินโลหิตและระบบประสาททำงานเป็นปกติ


6. หาสาเหตุให้ได้ว่าทำไมเราจึงปวดหัว

สาเหตุที่ทำให้ปวดหัวมีมากมาย แต่ละคนก็ปวดหัวด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นควรหาสาเหตุให้ได้ว่าทำไมเราจึงปวดหัว เมื่อรู้แล้วจะได้หลีกเลี่ยงไม่ทำอย่างนั้น และพร้อมที่จะเผชิญกับมัน


7. อย่าเปลี่ยนกิจวัตรบ่อยๆ

การนอนมากหรือน้อยกว่าปกติ การทานอาหารมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ล้วนเป็นสาเหตุที่อาจทำให้ปวดหัวได้ การที่ทำกิจวัตรต่างๆไม่ต่อเนื่องกันนี้เสี่ยงต่อการปวดหัวโดยเฉพาะกับคนที่ เป็น "ไมเกรนช่วงสุดสัปดาห์" ซึ่งไม่ควรเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันช่วงเสาร์ -อาทิตย์มากนัก และอย่าได้ประเมินค่าการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรต่างๆเหล่านี้ต่ำเกินไป โดยเฉพาะยิ่งถ้าหากคุณเพิ่งฟื้นไข้ คุณจะต้องทานยาที่ถูกต้องและพกยาติดตัวไว้เสมอเผื่อว่าเกิดปวดหัวขึ้นมา กะทันหัน ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจทำให้ปวดหัวได้


8. อย่าคิดว่าการปวดหัวเป็นผลข้างเคียงจากการมีประจำเดือน

การที่คุณปวดหัวทุกครั้งในช่วงที่มีประจำเดือนหรือช่วง 2 วันแรกก่อนมีประจำเดือน ถึงจะแสดงว่าคุณเป็น "ไมเกรนในช่วงมีประจำเดือน" ซึ่งเกิดจาการที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายลดต่ำลง ทำให้ปวดหัวนานกว่าเดิม มากกว่าเดิม และรักษายากยิ่งกว่าเดิม ในกรณีนี้ไม่ควรเพิกเฉยต่ออาการดังกล่าวแต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจดูอาการ ให้แน่ใจ

9. ยาที่ใช้รักษาโรคอื่น อาจทำให้ปวดหัวได้

ยาที่แพทย์สั่งให้ทานเพื่อรักษาโรคอื่นที่เป็นอยู่ อาจมีผลข้างเคียงทำให้เราปวดหัวมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้ ในกรณีนี้ลองให้แพทย์สั่งยาตัวอื่นที่รักษาโรคนั้นๆได้และไม่ก่อให้เกิดผล ข้างเคียงใดๆมาทานแทน


10. อย่าพยายามเอาชนะโรคไมเกรนสุดสัปดาห์

บางคนมักปวดหัวในช่วงสุดสัปดาห์เนื่องจากการพักผ่อนมากเกินไป การพักผ่อนนี้นี้ก็เป็นผลมาจากความเครียดสะสมที่เกิดขึ้นตลอดวันทำงานที่ ผ่านมา ทางที่ดีเราควรหลีกเลี่ยงเรื่องเครียดต่างๆ แล้วหากิจกรรมอื่นทำ เช่น ปลูกต้นไม้ เล่นกับสุนัข

11. อย่าหยุดทานยาคุมกำเนิดเพียงเพราะว่าปวดหัว

สำหรับผู้หญิงบางคนถ้าทานยาคุม ไมเกรนจะกำเริบมากขึ้น ในกรณีนี้ให้นำยาไปให้สูตินารีแพทย์ดู เผื่อว่าแพทย์จะสั่งยาคุมตัวอื่นที่เหมาะกับเราให้เราลองทานดูได้ อย่างไรก็ตามหญิงสาวที่เป็นไมเกรน และทานยาคุมกำเนิดด้วยนั้นจะต้องไม่สูบบุหรี่เป็นอันขาด เพราะจะเสี่ยงต่อการที่เลือดแข็งตัวผิดปกติได้


12. หากคุณอยู่ในช่วงวัยทอง อย่าทำการบำบัดฮอร์โมน

การบำบัดฮอร์โมน อาจยิ่งทำให้อาการปวดหัวแย่ลง หากจำเป็นจริงๆให้แพทย์สั่งยาที่จะช่วยคงสมดุลของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนใน ร่างกายที่เหมาะกับเราให้ดีกว่า

13. อย่าทานยาแก้ปวดในขณะที่ตั้งครรภ์อยู่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 เดือนแรกที่ตั้งครรภ์ เพราะยาแก้ปวดบางตัวอาจจะทำให้แท้งลูก หรือทำให้ลูกที่อยู่ในครรภ์พิการได้ ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าทานยาได้หรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เสียก่อน


14. อย่ารักษาแต่อาการปวดหัว อาการแทรกซ้อนอื่นๆก็ต้องรักษาด้วย

โดยปกติไมเกรนอาจก่อนให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆด้วย เช่น วิงเวียนและคลื่นไส้อาเจียน ในกรณีนี้ให้ทานยาแก้วิงเวียน ซึ่งจะทำให้กระเพาะอาหารซึมซับยาได้ดีขึ้นและทำให้หายปวดหัวได้ ส่วนอาการแทรกซ้อนอีกอย่างก็คือ คลื่นไส้อาเจียน ควรไปพบแพทย์เพื่อสั่งยาให้

15. ไม่ได้มีแต่ตัวยาที่ช่วยแก้ปวดหัว

หากคุณได้รับความทุกข์ทรมานจากการปวดหัวอยู่บ่อยๆ ยังมีทางเลือกอื่นที่จะรักษาอาการปวดหัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผู้เชี่ยวชาญพิเศษแนะนำนั่นก็คือ ไบโอฟีตแบ็ก (Biofeedback) คือกรรมวิธีการรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคไมเกรนหรือโรคเครียดที่มีประสิทธิภาพ วิธีหนึ่ง

นอกจากนี้ยังช่วยรักษาผู้ที่เป็นแผลเรื้อรัง ระบบขับถ่ายไม่ดี ความดันเลือดสูง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ฯลฯ เทรนนิ่งออโตเจโน (Training Augogeno) คือการควบคุมตัวเองเพื่อให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย เหมาะกับคนที่ชอบวิตกกังวล เป็นไมเกรน มีความเครียดสูง หรือเป็นโรคหอบหืด และการฝังเข็ม วิธีการเหล่านี้ต่างก็ได้รับการยืนยันว่าช่วยลดอาการปวดหัวได้


Tips

1. หากคุณคิดว่าตัวเองเป็นไมเกรนแน่นอนแล้ว คุณควรจะหาชาสมุนไพรเก๊กฮวยดื่ม ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้

2. หากใครกำลังใช้ยารักษาไมเกรนยี่ห้อ Avamigram, Cafergot, Degran, Poligot-CF และ Polygot ควรจะต้องรู้ว่าห้ามทานเกิน 6 เม็ดต่อวัน หรือ 10 เม็ดต่อสัปดาห์

หากต้องการให้ได้ผลควรนอนพักผ่อนในห้องที่มืด เงียบ และอุณหภูมิที่เหมาะสม แต่หากมีอาการข้างเคียง เช่น ขาไม่มีแรง เจ็บหน้าอก แขน คอ ไหล่หรือปวดท้อง ปลายมือเท้าชา และรู้สึกเย็นซ่า รีบหยุดยาแล้วไปพบแพทย์ทันที

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552